2009/Dec/08

วันที่สองตื่นมาก็ยังงงๆ ว่าอยู่ที่ไหนกันแน่ เหอะๆ แปลกที่นอนทีไรเป็นแบบนี้ทุกที เมื่ออาบน้ำเสร็จ (หนาว...) ก็ต้องแต่งตัวชุดสูทที่หอบมาจากเมืองไทย เพราะถูกบอกไว้ว่าให้แต่งตัวเรียบร้อย จากนั้นก็ลงมารวมตัวกับคนอื่นๆ ที่ล๊อบบี้ของโรงแรม  มีการเช็คชื่อก่อนออกเดินทางด้วย ฮ่าๆ เหมือนเด็กนักเรียนเลย

อ้อ ลืมบอกว่าการอบรมนี้เชิญผู้เข้าร่วมการอบรมจากทั่วโลก ทั้งหมดก็ประมาณ 80 คน มาจาก Mauritius ก็มี Barbados ก็มี และที่อื่นๆ ที่ชื่อไม่เคยได้ยินก็มี หลากหลายมากเลยครับ

 เช็คชื่อเสร็จก็ไปขึ้นรถบัสที่รออยู่แล้ว นั่งไปประมาณ30 นาทีก็มาถึงจุดหมาย ก็คือ Shanghai Pudong Software Park (SPSP) ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ที่สร้างขึ้นมาใหม่โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เป็นแหล่งศูนย์รวมของบริษัทด้าน IT ทั้งหลาย มีการอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งจัดสรรพื้นที่ออฟฟิศให้, มีระบบจัดหาพนักงานให้, และมีการเทรนความรู้ให้พนักงานในราคาย่อมเยาด้วย ดูจากการสร้างและสถานที่แล้ว ยอมรับว่าเจ๋งจริงๆ เทียบได้ใกล้เคียงกับบริเวณ Silicon Valley ในสหรัฐอเมริกาเลย คิดว่าคงมีเป้าหมายให้เป็นแบบนั้น  มีรถไฟใต้ดินมาถึง + อยู่ใกล้สนามบินด้วย เพอร์เฟคมากๆ

ที่ชื่อต้องมีคำว่า Pudong ก็เพราะว่าอยู่ฝั่งแม่น้ำที่เรียกว่า "พู่ตง" นั่นเอง เป็นเขตเมืองใหม่ของเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีแต่ตึกใหม่ระฟ้าขนาดยักษ์รวมกันอยู่ เรียกว่าเป็นเมืองแห่งอนาคตของเขานั่นเอง

ลงจากรถบัสก็ปะทะกับอากาศหนาวเหน็บ เรียกว่าหน้าชาเลยทีเดียว

 โอ๊ะ เจอ Honda Civc หน้าตาไม่เหมือนเมืองไทย ด้านหลังที่ไม่เหมือน ตรงไฟท้ายนั่นเอง

 ด้านหน้าเป็นแบบนี้ (คนละคันนะครับ เดี๋ยวสงสัยว่าทำไมหน้าหลังสีไม่เหมือนกัน ) ดูไปก็สวยไปอีกแบบ

 

ถ่ายรูปกับด้านหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ของเขาซะหน่อย

 

 จากนั้นก็มีผู้มาบรรยายความเป็นมาของ SPSP คิดว่าคงเป็นประมาณผู้จัดการที่นี่ ฟังแล้วเจ๋งจริงๆ มีการพัฒนาสามเฟส ตอนนี้อยู่ในช่วงสร้างเฟสที่สาม ถ้าเสร็จแล้วจะดูเป็นเมืองอนาคตมากๆ 

โมเดลตัวอย่างของ SPSP เฟสสาม

เมื่อจบการบรรยาย พร้อมถามคำถามเล็กน้อย เราก็ออกเดินทางต่อ ไปยัง Shanghai Integrated Circuit Museum ใกล้ๆ กันนี่เอง

 

ใครๆ ก็รู้ว่าจีนเป็นประเทศเจ้าแม่แ่ห่งการผลิตอุปกรณ์ิอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่แปลกที่จะมีพิพิธภัณฑ์เรื่องแบบนี้ ผมเดินดูแล้วรู้สึกว่าเค้าทำพิพิธภัณฑ์ได้ดีมากๆ มีความรู้ทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ตั้งแต่การหลอมทรายให้เป็นซิลิคอน จนถึงออกมาเป็น IC เลย แล้วข้อมูลที่เขียนอยู่ก็ละเอียดมากๆ ถ้าตอนที่ผมเรียน ป.ตรี (วิชา Digital Design) อยู่ได้มาที่พิพิธภัณฑ์นี้หล่ะก็ น่าจะเข้าใจได้ดีเพิ่มขึ้นมากๆ เลย เพราะเห็นภาพ พร้อมมีตัวอย่างของจริงครบหมด

 

ตัวอย่างแ่ท่งซิลิคอนที่ขึ้นรูปแล้ว รอการตัดออกเป็นแผ่นๆ

อันนี้หลังจากตัดออกมาเป็นแผ่นบางๆ แล้ว เรียกว่า wafer

หลังจากนั้นก็จะผ่านกระบวนการ doping และอื่นๆ อีกหลายขั้นตอน เนื่องจากเวลาน้อยมาก จึงอ่านอย่างลวกๆ ไม่ได้ดูละเอียดว่าทำอย่างไรและเพื่ออะไร จึงไม่ขออธิบายในส่วนนี้นะครับ (แก้ตัวชัดๆ :-P) เมื่อเสร็จแล้วก็จะได้แผ่น wafer หน้าตาเหมือนด้านหลังผมนี้

แล้วสุดท้ายแต่ละช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ก็จะถูกตัดออกมา ติดตั้งสายไฟและ gate ต่างๆ ลงไปจนมาอยู่ในแผงวงจร แบบนี้หล่ะครับ

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีโชว์วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือด้วย ตั้งแต่เริ่มแรกยันปัจจุบัน

เดินดูจนเมื่อย ก็ถึงเวลาให้อาหาร เอ้ย เวลาอาหารกลางวันครับ เราย้ายกันไปอีกที่หนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่าจะเป็นโรงอาหารของ SPSP นั่นเอง 

หน้าตามื้อเที่ยงของผมเป็นแบบนี้ แม้หน้าตาดูแปลกๆ แต่อร่อยใช้ได้เลย ดีกว่าอาหารที่โรงแรมแบบ x10

 อันนี้เป็นห้องน้ำ แปลกมากครับ เขาเขียนห้องน้ำหญิงว่า "Daughter toilet" ขณะที่ของผู้ชายเขียนว่า "Male toilet" เออ ก็งงๆ ดี

  ออกมาจากโรงอาหารก็พบโอ้ นี่เลย นวัตกรรมสุดยอดแห่งเมืองจีน ถุงมือกันความหนาวสำหรับมอเตอร์ไซค์ครับ ดูตลกแล้วก็น่ารักดี

อีกมุมหนึ่งด้านหน้า

จากนั้นก็มาเดินเล่นที่สวนเพื่อย่อยอาหาร นี่คือหน้าตา (ส่วนหนึ่ง) ของเพื่อนๆ ผมผู้มาเข้าอบรม

 

เสร็จแล้วก็เดินกันไปยังจุดหมายต่อไปกันเล้ย

สถานที่ที่สามของวันนี้ก็คือ Multimedia Education Lab (ชื่อประมาณนี้) พื้นที่ทั้งหมดจัดแสดงเทคโนโลยีด้านแสง สี เสียง ซึ่งก็น่าสนใจใช้ได้ มีพื้นผิวที่เป็น motion sensor อยู่ทั่วไป

ที่เจ๋งก็คือแผนที่ที่เป็นระบบ Touch Surface ซึ่งต้องใช้คู่กับไม้ชี้พิเศษของเขา รูปภาพที่แสดงในแผนที่และหน้าตาเมนูต่างๆ ช่างเหมือนกับเกม turn-based ประเภท Super Robots ของญี่ปุ่นที่เคยเล่นไม่มีผิด  จึงให้เครดิตเป็นพิเศษเนื่องจากชอบ

 

เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอ Picture Album ที่เป็นระบบ Touch Surface อีกเช่นกัน ข้อเสียคือต้องใช้อุปกรณ์ไม้ชี้พิเศษ ไม่ง่ายเหมือน iPhone ที่ใช้นิ้วได้เลย อาจจะเนื่องจากต้องการให้ต้นทุนต่ำ (ภาพฉายมาจาก projector ธรรมดา แต่มี sensor ติดเพิ่มบนเพดาน) จากการทดลองก็ใช้งานได้ดี น่าประทับใจทีเดียว

โอเค ยังไม่หมดสำหรับวันนี้ครับ (เยอะจริงๆ) ที่หมายสุดท้ายของวันนี้ก็คือ Shanghai Super Computer Center เป็นศูนย์ที่ตั้งของเครื่อง Super Computer ของเซี่ยงไฮ้เขา ให้บริการแก่องค์กรเอกชน และมหาวิทยาลัยในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ประสิทธิภาพการคำนวณที่สูงมากๆ เช่น คำนวณการชนของรถยนต์ คำนวณการสั่นคลอนของสะพานแขวน หรือคำนวณ aerodynamic ของเครื่องบินซึ่งเป็นเครื่องที่ Made In China เครื่องแรก   มีแล้วจริงๆ ครับ ชื่อว่า ARJ21 แต่ไม่รู้ว่าสร้างเสร็จหรือยัง

 

หน้าตาภายในห้อง Server เป็นฉะนี้แล

โดยเครื่อง Super computer ที่ให้บริการอยู่ตอนนี้ ชื่อว่า Magic Cube (Downing 5000A) ซึ่งผู้บรรยายบอกว่าได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 10 ของเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ความเร็วอยู่ที่ 230 TFlops แต่น่าเสียดายถ่ายรูปมาไม่ได้เนื่องจากอยู่ไกลเกินไป ถ่ายมาได้แต่เครื่องเก่าของเขาที่ปลดประจำการแล้ว ชื่อ Sunway-1 ครับ ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของเขา

 

ออกจาก Shanghai Super Computer Center ก็หมดวันพอดี เหนื่อยมากๆ แต่ก็สนุกมากๆ เช่นกันวันนี้ พรุ่งนี้ออกเดินทางไป Shanghai Science and Technology Museum กันครับ ฮูเร!

edit @ 8 Dec 2009 17:17:00 by อั้น

edit @ 8 Dec 2009 17:18:46 by อั้น

edit @ 8 Dec 2009 17:20:03 by อั้น

edit @ 8 Dec 2009 17:21:34 by อั้น

edit @ 8 Dec 2009 17:32:20 by อั้น

edit @ 8 Dec 2009 17:33:43 by อั้น

edit @ 8 Dec 2009 17:34:04 by อั้น

edit @ 8 Dec 2009 17:36:11 by อั้น

edit @ 20 Dec 2009 16:52:32 by อั้น

Comment

Comment:

Tweet


อั้น
View full profile